BLOG IS UNDER CONSTRUCTION
ตอนนี้ก็ขออนุญาตบ้าๆบอๆไปก่อนนะครับ
(ปกติก็ไม่ค่อยมีคนแวะมาอยู่แล้ว ดีใจนิดหน่อย)
สำหรับเรื่องข้อมูล กรุณาให้เวลานานๆสักนิด
เพราะLiterature นี่ ยาก+เยอะจริงๆ
BLOG IS UNDER CONSTRUCTION
ตอนนี้ก็ขออนุญาตบ้าๆบอๆไปก่อนนะครับ
(ปกติก็ไม่ค่อยมีคนแวะมาอยู่แล้ว ดีใจนิดหน่อย)
สำหรับเรื่องข้อมูล กรุณาให้เวลานานๆสักนิด
เพราะLiterature นี่ ยาก+เยอะจริงๆ
ก็บอกไปแล้วว่า ผมเป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร..อาจไม่ใช่นักกวี แต่อารมณ์ที่มันเหงาๆก็ต้องมีกับเขาบ้างล่ะน่า
ตีห้ายี่สิบสอง นั่งรอพระอาทิตย์ขึ้น.. ไม่ใช่หรอก จะเข้านอนแล้วต่างหาก ทำเลคเชอร์มาตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วครับ ป่านนี้ยังไม่เสร็จเลย ไม่นึกว่าเลคเชอร์บล็อกจะทำยากขนาดนี้ ขนาดเราอ่านเองยังสับสน ประสาอะไรกับรุ่นน้อง ยิ่งคนทั่วๆไปยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
อันนี้ผมไม่ได้ว่าผมดีเด่อะไรนะ แต่มันก็ไม่แปลกใช่ไหมล่ะ ถ้าคนปกติจะอ่านเลคเชอร์ที่เด็กวรรณคดีเขียนให้รู้เรื่อง ผมเองอ่านของเพื่อนยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่มีคนเข้ามาคอมเม้นท์ ขอบคุณมากๆเลยครับ เดิมทีไม่คาดหวังอะไรกับคอมเม้นท์เท่าไร เพราะที่นี่เหมือนบล็อกเฉพาะกลุ่มคนเท่านั้น และคนไทยที่อ่านกลอนฝรั่งซาบซึ้งก็หาได้ยากจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ผมตั้งใจว่าจะเปิดบล็อกสำหรับกลอนโดยเฉพาะอีกที่หนึ่ง ซึ่งก็พอดีกับที่ผมมีบล็อกว่าง ชื่อ bard.exteen.com ที่ผมประกาศดองมันไว้เสียนานทีเดียว (ไร้ความเคลื่อนไหว ใบไม้ยังโบกสะบัดได้ แต่บล็อกเจ้านี่ค้างเติ่งเหมือนหินริมน้ำ) บล็อกที่ว่านี่ผมรักมันมาก เพราะได้ชื่อbard มา จะปล่อยไว้ก็น่าเสียดาย แต่ถ้าจะต้องลงอะไรมั่วซั่วๆ ก็เสียชื่อบล็อกหมดพอดี ในที่สุดก็คิดได้ว่าbard ก็ต้องเป็น bard สินะ อย่างไรก็ตาม บทกวีที่จะนำลงใน bard คงไม่หนักรายละเอียดเท่าที่นี่แน่ๆ เพราะจะเน้นให้คนทั่วไปมาชื่นชมมากกว่า ที่นี่ปล่อยให้พวกรุ่นน้องหรือคนที่อยากเรียนรู้ขั้นลึกๆ มานั่งตาลายกันเอาเอง
แต่ผมก็ไม่ใช่ bard ผมเป็นแค่นักศึกษา ไม่สามารถสร้างอิสระให้ตัวเองได้ ผมว่า... ผมอาจจะกำลัง imprison ตัวเอง
EMILY DICKINSON

ได้รับฉายาว่า New England nun (แม่ชีแห่งนิว อิงแลนด์) จำได้ไหมว่านิวอิงแลนด์นี่แถวไหน? ก็แถวๆรัฐเวอร์จิเนียไงครับ
She lives in seclusion. She acts herself apart from the others and human society. She chooses herself to be her own company.
(น้องๆบอก พี่..บ่นอะไรไม่รู้เรื่อง คือเอมิลี่เธอจะAlienate ตัวเองออกจากสังคม และเลือกตัวเองเป็นทางเดินเดียวของชีวิต ดูหยิ่งๆ แต่จริงๆเธอดูสันโดษดีนะครับ)
ตามหลักของRomantic Age แล้ว จำได้ไหมว่ามีสองS คือ S (ใหญ่) กับ s (เล็ก)
S = Over soul > God
s = soul > human
เอมิลี่เลือก The soul : select her own society (ฉันเลือกสังคมเดียวคือตัวฉันเอง)
งานของเอมิลี่จะมีแต่tension และparadox ทั้ง cryptics (ไม่ชัดเจน ควาหมายคลุมเครือ)และ ambiguous (มีความหมายซ่อนภายในอีกชั้น)
- มี ellipses, dashes (ละๆไว้ ต้องหยุดอ่านแล้วคิดเองว่าที่เธอละไว้คืออะไร)
- unconventional (ไม่เป็นไปตามฉันทลักษณ์ เธอจะเขียนอิสระ สัมผัสอะไรไม่ค่อยมีผมว่าผมได้รับอิทธิพลจากเธอแหละ)
- poem ของเธอจะ simplicity คือแสนจะเรียบง่าย แต่ความหมายภายในลึกมาก (อ่านแล้วงง)
Poem 67 "Success is counted sweet"
Success is counted sweetest
By those who ne'er succeed.
To comprehend a nectar
Requires sorest need.
Not one of all the purple Host
Who took the Flag today
Can tell the definition
So clear of Victory
As he defeated -- dying --
On whose forbidden ear
The distant strains of triumph
Burst agonized and clear!
ดูกันทีละstanzaแล้วกัน ผมก็ไม่รู้จะเขียนยังไง งง@@
- stanza แรก
Success is counted sweetest
By those who ne'er succeed.
สองบรรทัดนี้ตรงกันข้ามกัน เป็นparadox ระหว่าง success กับ failer (เป็นนามธรรม: abstract ทั้งสองอย่าง)
แปลว่า "คนที่จะรู้รสความสำเร็จได้ดีที่สุด คือคนที่ไม่เคยสำเร็จ"
To comprehend a nectar
Requires sorest need.
"คนที่จะรู้รสน้ำทิพย์ คือคนที่เจ็บปวด" คำว่า nectar กับ sorest เป็นรูปธรรม: concrete จะเห็นว่าสองบรรทัดแตกต่างจากสองบรรทัดก่อน ทั้งๆที่อยู่ในstanza เดียวกัน
-stanza ที่สอง + สาม (สองstanza นี้ความหมายจะต่อกันครับ)
Not one of all the purple Host << ตัวที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงเครื่องแบบทหาร จะออกสีน้ำเงินๆ เหมือนทหารม้าอเมริกาน่ะ
(Who took the Flag today) << จริงๆ ตรงนี้เป็นส่วนขยาย วงเล็บที่เห็นนั่นใส่ไว้ให้รู้ว่า นี่คือส่วนขยายนะ
Can tell the definition
So clear of Victory
ไม่มีใครที่ได้ใส่เครื่องแบบทหารที่ได้ถือธง (ธงหมายถึงชัยชนะ อย่าไปคิดธงขาวล่ะ!) ที่จะสามารถบอกความหมายของคำว่าชัยชนะได้ดี
As he defeated -- dying -- << เสียง D = dull sound รู้สึก heavy หนัก หดหู่ เรียกว่าเป็น denominant sound
On whose forbidden ear
The distant strains of triumph
Burst agonized and clear!
"พวกที่พ่ายแพ้ต่างหาก ที่จะรู้ซึ่งถึงสรรพสำเนียงแห่งชัยชนะ"
อ่านมาตั้งนาน น้องๆบอก ไม่รู้เรื่อง theme ของpoem นี้ก็คือเราจะรู้ค่าของของสิ่งนั้น เมื่อเราอยากได้มันแต่ไม่ได้ (ธาตุแท้ของมนุษย์) คนที่ได้มาจะไม่รู้ค่า คนที่อยากได้แต่ไม่ได้จะรู้ค่าดีที่สุด
comment :โอ้...มันเป็นปรัชญาที่เป็นจริงเลยนะนี่ ส่วนตัวผมเห็นด้วยยิ่งนักกับmotifของpoemนี้ ยกนิ้วให้เอมิลี่เธอจริงๆ
Poem 303 "The soul select her own society"
The Soul selects her own Society --
Then -- shuts the Door --
To her divine Majority --
Present no more --
Unmoved -- she notes the Chariots -- pausing --
At her low Gate --
Unmoved -- an Emperor be kneeling
Upon her Mat --
I've known her -- from an ample nation --
Choose One --
Then -- close the Valves of her attention --
Like Stone --
Poem นี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากอ่านแล้วมึน!
The Soul selects her own Society --
Then -- shuts the Door --
To her divine Majority --
Present no more --
ตัวเธอปิดประตูจากโลกภายนอก
Unmoved -- she notes the Chariots -- pausing -- << Chariots gป็นvehicle of the God มันคือ lofty being (สิ่งสูงส่ง)
At her low Gate -- << อันนี้เน้นสีไว้ เพื่อให้เห็นถึงparadox อีกอันของเธอ เมื่อกี้เธอพูดถึงchariot สูงส่ง แต่นี่ใช้คำว่า lower gate แสดงถึงความตรงกันข้ามกัน
Unmoved -- an Emperor be kneeling << refer ถึงgentlemen suiter
Upon her Mat --
เธอจะไม่ลุก ต่อให้ราชรถมาเกยถึงหน้าประตูบ้าน เธอก็จะไม่ไปไหนเด็ดขาด (เธอมี firm will มาก)
I've known her -- from an ample nation --
Choose One --
Then -- close the Valves of her attention --<< valve คือที่ปิดประตูเขื่อน หมายถึง ปิดกั้นจากสังคม
Like Stone -- << แสดงถึงความหนักแน่น (her firm will, her set determination)
โคลงนี้เป็นการexpress ความมั่นคงของอุดมการณ์แบบแยกตัวจากสังคมของnarrator ซึ่งก็เหมือนกับตัวเอมิลี่จริงๆ และเหมือน Bartleby ของ Whitman ตรงที่ SAY NO TO SOCIETY แต่เอมิลี่จะเป็นลักษณะ small world (small world ที่เต็มไปด้วยparadox)
Comment : เป็นโคลงที่ผมว่าไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร แต่ชอบไอ้ท่อนที่ว่าราชรถมาเกยจริงๆ
Poem 712 "Because I could not stop for death"
Because I could not stop for Death --
He kindly stopped for me --
The Carriage held but just Ourselves --
And Immortality.
We slowly drove -- He knew no haste
And I had put away
My labor and my leisure too,
For His Civility --
We passed the School, where Children strove
At Recess -- in the Ring --
We passed the Fields of Gazing Grain --
We passed the Setting Sun --
Or rather -- He passed Us --
The Dews drew quivering and chill --
For only Gossamer, my Gown --
My Tippet -- only Tulle --
We paused before a House that seemed
A Swelling of the Ground --
The Roof was scarcely visible --
The Cornice -- in the Ground --
Since then -- 'tis Centuries -- and yet
Feels shorter than the Day
I first surmised the Horses' Heads
Were toward Eternity --
มันต้องยาวแน่ๆไอ้poemนี้ โอย... ขี้เกียจฟร่ะ (เมื่อยขาจะแย่แล้ว นั่งนาน) เตือนไว้ก่อนว่าโคลงนี้ยาก... อ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่แปลก
นี่เป็น Emily's best poem เลย ด้วยtheme ที่เล่นกับdeathและ personify death (ทำให้death เป็นบุคคลขึ้นมา)
Because I could not stop for Death -- << ฉันไม่เคยหยุดมองdeath (ฉันไม่สนใจdeath)
He kindly stopped for me --
The Carriage held but just Ourselves --
And Immortality. << ความเป็นอมตะ ตรงข้ามกับdeath
stanzaนี้ ถอดความได้ว่า
"ฉันไม่เคยสนใจdeath แต่เป็นdeath ที่มาสนใจฉัน เขานำรถม้าจอดเทียม และอุ้มฉันไปขึ้นไป โดยมีความอมตะไปด้วยคน" งงล่ะสิ ทำไมความอมตะหรือ immortal ถึงไปกับรถม้าของdeath ได้ เราต้องดูต่อไป
แต่การที่เขา "ไม่หยุดสนใจdeath" นี่ มีความหมายนัยว่า I'm in hurry, always busy (เลยไม่มีเวลาให้death) อันนี้เอมิลี่ criticize สังคม ว่าเป็นสังคมที่มีแต่ความเร่งรีบ
ปล. Death ในนี้ดูเป็น gentleman มาก ดูจากการที่อุ้มเธอขึ้นไปบนรถม้า
We slowly drove -- He knew no haste
And I had put away << ตรงข้ามกับstanza แรกที่เธอบอกว่าวุ่นจนไม่มีเวลาใส่ใจdeath ตอนนี้เธอปล่อยทุกอย่างให้ว่าง
My labor and my leisure too, << labor กับ leisure contrast กัน นี่เป็น paradox
For His Civility -- <<ย้ำว่า death polite มาก
ฉากนี้เป็นฉากของรถม้าที่death ขับพาเธอไปเรื่อยๆ และเธอก็ปล่อยวางทุกอย่าง (บรรทัดที่1-2)
We passed the School, where Children strove << strove ตรงข้ามกับplay (strove มีความหมายว่า struggle, compete)
At Recess-- in theRing -- << recess กับ Ring ก็ contrast กันอีก (recess คือลานกว้าง ring คือสังเวียน)
We passed the Fields of Gazing Grain -- << เสียง G เป็นcacophony คือเป็นเสียงที่ออกเสียงยาก
We passed the Setting Sun -- << day & night (มันจะต่อกับstanza ต่อไปครับ)
motif ในstanzaนี้เยอะหน่อยครับ
- Ring ในบรรทัดที่สอง หมายถึงconfinement (ขอบเขต) แสดงถึงการไร้ซึ่งอิสระlose of freedom การถูกจำกัด
- G cacophony เป็นเสียงที่ออกเสียงยาก ตัวนี้แสดงถึงobstacle (อุปสรรค)
- ถอดความคือ เป็นตอนที่ผู้หญิงคนนี้ได้นั่งรถผ่านไปเห็นโรงเรียนที่เด็กเล่นกันในลานกว้าง แต่การที่เธอใช้คำว่า strove มาคู่กับplay เธอคล้ายจะบอกว่า ชีวิตเราต้องต่อสู้กันตั้งแต่เด็ก แถมลานกว้าง ก็เปรียบเหมือน สังเวียน (ring)ซะอีก มีอุปสรรค (cacophony) สูญเสียความเป็นอิสระ อะไรจะปานนั้นหนอคนเรา
Or rather -- He passed Us --
The Dews drew quivering and chill -- >> ใช้เสียง D เป็นCold sound ตัวนี้suggest death & coldness ครับ
For only Gossamer, my Gown --
My Tippet -- only Tulle --
บทนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจากเธอบรรยายรถม้าที่เคลื่อนผ่านท่ามกลางอากาศหนาวเย็น (และชุดนอนบางๆของเธอในวรรคที่สาม อ๊ะ ผมไม่ได้คิดลึกนะ><,,,)
We paused before a House that seemed
A Swelling of the Ground --
The Roof was scarcely visible --
The Cornice -- in the Ground --
ในที่สุดเธอก็มาถึงที่หมาย House นั่นคือ destination และdestination นั้นหมายถึงที่สุดท้ายของมนุษย์ นั่นก็คือ tomb เป็น burial home image ครับ (อย่าลืมสิว่าเธอมากับdeathนา)
Since then -- 'tis Centuries -- and yet >> century ตัวนี้คือ timelessness หรือเหมือนเป็นอมตะ
Feels shorter than the Day >> แทน temporariness คือความไม่เที่ยง
I first surmised the Horses' Heads >> หมายถึง journey (การเดินทางครัง้นี้ ที่เธอมากับdeath)
Were toward Eternity --
ถอดความได้ว่า หลังจากเดินทางมาตลอด เธอก็จะอยู่กับdeath ตลอดไป motif ในstanza นี้ มีดังนี้
- Centuries (timelessness) กับ the Day (temporariness) เป็นหนึ่งในparadox ของโคลงนี้
สรุปได้ว่า death is her mean to immortality (ความตาย เป็นความอมตะที่เธอปรารถนาเอง) และถ้าเราย้อนกลับไปstanza แรก จะพบว่าimmortal มากับเธอและdeath ด้วย เพราะที่แท้ death ก็คือ immortal นั่นเอง
ตรงนี้ใครสงสัยบ้าง คือผมจะบอกว่า ในแนวคิดตะวันตกโดยเฉพาะทางวรรณคดี เราจะได้ยินบ่อยๆว่า "ความตายคือความเป็นอมตะ" ลองนึกนะครับว่า ถ้าเราตายไป ก็เท่ากับเราได้อยู่กับความตายไปตลอด (เขาไม่เชื่อเรื่องเกิดใหม่) และชีวิตเราก็จะไม่มีการตายอีกต่อไป (เพราะตายไปแล้ว) นี่แหละครับคือความเป็นอมตะของความตาย ...ไม่ต้องจำ อ.ไม่ออกสอบหรอก เข้าใจก็พอแล้ว
เพราะฉะนั้น โคลงนี้มีtheme ว่า DEATH IS DESIRABLE (เธอคนนั้นขอให้ความตายมาเอง death ถึงเป็นสุภาพบุรุษสุดๆไงครับ)